วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Marketing Model Chapter1 Theory and Model in Marketing

เพิ่มMarketing Theory  โดย นิวรรณ เตือนใจยา นักศึกษาปริญญาเอก DBA 6 Sripatum University เสนอ ผศ.ดร.วิชิต อู่อ้น
คำอธิบายภาพ


โดยสรุปผู้วิจัยสามารถสรุป ความหมายและความเป็นมา องค์ประกอบ ตัวชี้วัดและการประยุกต์ใช้ แนวคิด ทางการตลาด  ได้ดังนี้
การตลาด คือกระบวนการของการสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์หรือบริการไปยังลูกค้า การตลาดอาจถูกตีความว่าเป็นศิลปะแห่งการขายสินค้าในบางครั้ง แต่การขายนั้นเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของการตลาด
การตลาดอาจถูกมองว่าเป็นหน้าที่ขององค์การและกลุ่มกระบวนการเพื่อการผลิต การส่งสินค้าและการสื่อสารคุณค่าไปยังลูกค้า และการจัดการความสัมพันธ์ต่อลูกค้า ในทางที่เป็นประโยชน์แก่องค์การและผู้ถือหุ้น การจัดการการตลาดเป็นศิลปะของการเลือกตลาดเป้าหมาย ตลอดจนการได้มาและการรักษาลูกค้า ผ่านทางการจัดหาคุณค่าของลูกค้าที่เหนือกว่า
มีมโนทัศน์ห้าอย่างหลัก ๆ ที่องค์การสามารถเลือกเพื่อนำไปดำเนินการธุรกิจได้แก่ มโนทัศน์เน้นการผลิต เน้นผลิตภัณฑ์ เน้นการขาย เน้นการตลาด และเน้นการตลาดองค์รวม ซึ่งองค์ประกอบสี่อย่างของการตลาดองค์รวมคือ การตลาดความสัมพันธ์ การตลาดภายใน การตลาดครบวงจร และการตลาดรับผิดชอบต่อสังคม กลุ่มของภาระหน้าที่ที่สำคัญต่อการจัดการการตลาดที่ประสบผลสำเร็จประกอบไปด้วย การมองการตลาดเชิงลึก การติดต่อเชื่อมโยงกับลูกค้า การสร้างตราสินค้าที่มั่นคง การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองลูกค้า การส่งสินค้าและการสื่อสารคุณค่า การสร้างความเจริญเติบโตในระยะยาว และการพัฒนากลยุทธ์และแผนการตลาด

แนวคิดตัวขับเคลื่อน
ผลกำไร
กรอบเวลาของโลกตะวันตกการอธิบาย
การผลิต[3]วิธีการผลิตจนถึงคริสต์ทศวรรษ 1950หน่วยธุรกิจที่เน้นการผลิตมีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตสินค้าและบริการให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นจึงทำให้หน่วยธุรกิจแสวงหาผลประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาดจนกว่าจะถึงขนาดการผลิตต่ำสุดที่มีประสิทธิภาพ แนวคิดเน้นการผลิตอาจสามารถนำมาใช้ได้เมื่ออุปสงค์ของสินค้าและบริการนั้น ๆ สูง กอปรด้วยความเชื่อมั่นที่ดีว่ารสนิยมของผู้บริโภคจะไม่เปลี่ยนแปรอย่างรวดเร็ว (เหมือนกับแนวคิดเน้นการขาย)
ผลิตภัณฑ์[3]คุณภาพของผลิตภัณฑ์จนถึงคริสต์ทศวรรษ 1960หน่วยธุรกิจที่เน้นผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับการให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ตนผลิต หน่วยธุรกิจก็ยังตั้งข้อสมมติว่าตราบเท่าที่ผลิตภัณฑ์ของตนมีมาตรฐานสูง ประชาชนจะซื้อและอุปโภคบริโภคผลิตภัณฑ์ของพวกเขา
การขาย[3]วิธีการขายคริสต์ทศวรรษ 1950 ถึง 1960หน่วยธุรกิจที่เน้นการขายให้ความสำคัญต่อการขายและการส่งเสริมผลิตภัณฑ์เฉพาะอย่างเป็นหลัก และไม่สนใจว่าผู้บริโภคจะต้องการหรือไม่ ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้เกิดการขายผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วในตลาด และการใช้เทคนิคการส่งเสริมเพื่อให้บรรลุยอดขายสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้ แนวคิดเน้นการขายอาจเหมาะกับสถานการณ์ที่หน่วยธุรกิจมีผลิตภัณฑ์เก่าเก็บอยู่ในคลังสินค้า หรือไม่ก็สถานการณ์ที่อุปสงค์ของผลิตภัณฑ์สูง ซึ่งความเปลี่ยนแปรรสนิยมของผู้บริโภคที่จะทำให้อุปสงค์ลดลงมีผลกระทบเพียงเล็กน้อย
การตลาด[3]ความจำเป็นและความต้องการของลูกค้าคริสต์ทศวรรษ 1970 จนถึงปัจจุบันแนวคิดเน้นการตลาดอาจเป็นแนวคิดที่สามัญที่สุดที่ใช้ในการตลาดร่วมสมัย หน่วยธุรกิจที่เน้นการตลาดให้ความสำคัญกับการวางรากฐานแผนการตลาดในเรื่องมโนทัศน์การตลาด นำไปสู่การผลิตสินค้าที่ตรงตามรสนิยมของผู้บริโภครายใหม่ เพื่อที่จะทำเช่นนั้น หน่วยธุรกิจต้องทำการวิจัยการตลาดเพื่อประเมินความต้องการของตลาด ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อปรับให้เข้ากับสารสนเทศที่เผยออกมา และจากนั้นจึงใช้เทคนิคการส่งเสริมเพื่อให้ประชาชนทราบว่าหน่วยธุรกิจมีผลิตภัณฑ์ดังกล่าวขายอยู่
การตลาด
องค์รวม
[1]
ทุกสิ่งสำคัญต่อการตลาดคริสต์ศตวรรษที่ 21การตลาดองค์รวมคือแนวคิดที่มองว่าการตลาดเป็นกิจกรรมที่ซับซ้อน และยอมรับว่าทุกสิ่งสำคัญต่อการตลาด มุมมองอย่างกว้างและครบวงจรมีความสำคัญต่อการพัฒนา การออกแบบ และการทำให้กิจกรรมและการดำเนินการทางการตลาดสัมฤทธิ์ผล องค์ประกอบสี่อย่างที่บ่งบอกถึงลักษณะการตลาดองค์รวมได้แก่ การตลาดความสัมพันธ์ การตลาดภายใน การตลาดครบวงจร และการตลาดรับผิดชอบต่อสังคม


และในยุคปัจจุบัน เราคงหนีไม่ได้กับกระแส การตลาดเพื่อสังคม หรือที่เราเรียกว่า Social Marketing 
ที่เป็นแนวคิวที่สร้างภาพลักษณ์ ที่ยั่งยืน 

องค์ประกอบ

1. Product ก็คือสินค้าหรือบริการที่เราจะเสนอให้กับลูกค้า แนวทางการกำหนดตัว product ให้เหมาะสมก็ต้องดูว่ากลุ่มเป้า หมายต้องการอะไร เช่นต้องการน้ำผลไม้ที่ สะอาด สด ในบรรจุภัณฑ์ถือสะดวก โดยไม่สนรสชาติ เราก็ต้องทำตามที่ลูกค้าต้องการ ไม่ใช่ว่าเราชอบหวานก็จะพยายามใส่น้ำตาลเข้าไป แต่โดยทั่วไปแนวทางที่จะทำสินค้าให้ขายได้มีอยู่สองอย่างคือ 

      1.1 สินค้าที่มีความแตกต่าง โดยการสร้างความแตกต่างนั้น จะต้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าสามารถสัมผัสได้จริงว่าต่างกันและ ลูกค้าตระหนักและชอบในแนวทางนี้ เช่นคุณสมบัติพิเศษ รูปลักษณ์ การใช้งาน ความปลอดภัย ความคงทนโดยกลุ่มลูก ค้าที่เราจะจับก็จะเป็นลูกค้าที่ไม่มีการแข่งขันมาก (niche market) 

      1.2 สินค้าที่มีราคาต่ำนั่นคือการยอมลดคุณภาพในบางด้านที่ไม่สำคัญลงไป เช่นสินค้าที่ผลิตจากจีน จะมีคุณภาพไม่ดี นักพอใช้งานได้ แต่ถูกมากๆหรือ สินค้าที่เลียนแบบแบรนด์ดังๆ ในซุปเปอร์สโตรต่างๆ จริงๆแล้วสำหรับนักธุรกิจมือ ใหม่ควรเลือกในแนวทาง สร้างความแตกต่างมากกว่า การเป็นสินค้าราคาถูกเพราะ หากเป็นด้านการผลิตแล้วรายใหญ่ จะมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่ารายย่อย แต่หากเป็นด้านบริการ เราอาจจะเริ่มต้นที่ราคาถูกก่อน แล้วค่อยๆ หาตลาดที่ราย ใหญ่ไม่สนใจ 

      2. Price ราคาเป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญในการตลาด แต่ไม่ใช่ว่า คิดอะไรไม่ออกก็ลดราคาอย่างเดียวเพราะการลดราคาสินค้า อาจจะไม่ได้ช่วยให้การขายดีขึ้นได้ หากปัญหาอื่นๆยังไม่ได้รับการแก้ไข การตั้งราคาในที่นี้จะเป็นการตั้งราคาให้เหมาะสมกับ ผลิตภัณฑ์ และกลุ่มเป้าหมายของเรา เช่นหากเราขายน้ำผลไม้ที่จตุจักร ราคาอาจจะต้องถูกหน่อย แต่หากขายที่สยาม หากตั้ง ราคาถูกไปเช่น 10 บาท กลุ่มที่เป็นเป้าหมายอยากให้ซื้ออาจจะไม่ซื้อ แต่คนที่ซื้ออาจจะเป็นคนอีกกลุ่มซึ่งมีน้อยกว่า และไม่คุ้ม ที่จะขายแบบนี้ในสยาม ยิ่งไปกว่านั้นหากราคา และรูปลักษณ์สินค้าไม่เข้ากัน ลูกค้าก็จะเกิดความข้องใจและอาจจะกังวลที่จะซื้อ เพราะราคาคือตัวบ่งบอกภาพลักษณ์ของสินค้าที่สำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม ในด้านการทำธุรกิจขนาดย่อมแล้ว ราคาที่เราต้องการ อาจไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้น แต่จะมองกันในเรื่องของตัวเลข ซึ่งจะมีวิธีกำหนดราคาง่ายต่างๆดังนี้

     2.1 กำหนดราคาตามลูกค้า คือการกำหนดราคาตามที่เราคิดว่า ลูกค้าจะเต็มใจจ่าย ซึ่งอาจจะได้มาจากการทำสำรวจ หรือแบบสอบถาม 

     2.2 กำหนดราคาตามตลาด คือการกำหนดราคาตามคู่แข่งในตลาด ซึ่งอาจจะต่ำมากจนเราจะมีกำไรน้อยดังนั้นหาก เรา คิด ที่จะกำหนดราคาตามตลาด เราอาจจะต้องมานั่งคิดคำนวณย้อนกลับว่า ต้นทุนสินค้าควร เป็นเท่าไรเพื่อจะได้กำ ไร ตามที่ตั้งเป้า แล้วมาหาทางลดต้นทุนลง 

     2.3 กำหนดราคาตามต้นทุน+กำไร วิธีนี้เป็นการคำนวณว่าต้นทุนของเราอยู่ที่เท่าใด แล้วบวกค่าขนส่ง ค่าแรงของเรา บวกกำไร จึงได้มาซึ่งราคา แต่หากราคาที่ได้มาสูงมาก เราอาจจำเป็นต้องมีการทำประชาสัมพันธ์ หรือปรับภาพลักษณ์ ให้เข้ากับราคานั้น 

3. Place คือวิธีการนำสินค้าไปสู่มือของลูกค้า หากเป็นสินค้าที่จะขายไปหลายๆแห่ง วิธีการขายหรือ
การกระจายสินค้าจะมีความ สำคัญมาก หลักของการเลือกวิธีกระจายสินค้านั้นไม่ใช่ขายให้มากสถานที่
ที่สุดจะดีเสมอ เพราะมันขึ้นอยู่กับว่า สินค้าของท่านคือ อะไร และกลุ่มเป้าหมายท่านคือใคร เช่นของใช้
ในระดับบน ควรจะจำกัดการขายไม่ให้มีมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้เสียภาพ ลักษณ์ได้สิ่งที่เราควร
จะคำนึงอีกอย่างของวิธีการกระจายสินค้าคือต้นทุนการกระจายสินค้า เช่นการขายสินค้าใน 7-eleven 
อาจจะ กระจายได้ทั่วถึง แต่อาจจะมีต้นทุนที่สูงกว่า หากจะกล่าวถึงธุรกิจที่เป็นการขายหน้าร้าน Place 
ในที่นี้ก็คือ ทำเล ซึ่งก็ควรเลือกที่ ให้เหมาะสมกับสินค้าของเราเช่นกัน อย่าง มาบุญครองกับ 
สยามเซ็นเตอร์ จะมีกลุ่มคนเดินที่ต่างออกไปและลักษณะสินค้าและ ราคาก็ไม่เหมือนกันด้วยทั้งๆ
ที่ตั้งอยู่ใกล้กัน ท่านควรขายที่ใดก็ต้องพิจารณาตามลักษณะสินค้า
   4. Promotion คือการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อบอกลูกค้าถึงลักษณะสินค้าของเรา เช่นโฆษณาในสื่อต่างๆ
 หรือการทำกิจกรรม ที่ทำให้คนมาซื้อสินค้าของเรา เช่นการทำการลดราคาประจำปี หากจะพูดในแง่ของ
ธุรกิจขนาดย่อม การโฆษณาอาจจะเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นเพราะจะต้องใช้เงิน จะมากหรือน้อยก็ ขึ้นกับ
 ช่องทางที่เราจะใช้ ที่จะดีและอาจจะฟรีคือ สื่ออินเตอร์เนต ซึ่งมีผู้ใช้เพิ่มจำนวนขึ้นมากในแต่ละปี สื่ออื่นๆ
ที่ถูกๆ ก็จะเป็นพวก ใบปลิว โปสเตอร์ หากเป็นสื่อท้องถิ่นก็จะมี รถแห่ วิทยุท้องถิ่น หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น 
วิธีในการเลือกสื่อนอกจากจะดูเรื่องค่าใช้จ่าย แล้วควรดูเรื่องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วย เช่นหากจะ
โฆษณาให้กลุ่มผู้ใหญ่ โดยเลือกสื่ออินเตอร์เนต(เพราะฟรี) ก็อาจจะเลือก เวบไซต์ที่ผู้ใหญ่เล่น 
ไม่ใช้เวบที่วัยรุ่นเข้ามาคุยกัน เป็นต้น 

การประยุกต์ใช้



หากนักการตลาดมีความเข้าใจในการกำหนด จุดยืน ของสินค้าและบริการ และสามารถวาง ส่วนประสมทางทางตลาดได้อย่างเหมาะสม การกระตุ้นพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดการซื้อสินค้าและบริการและสร้างผลกำไร ให้กับบริษัท การศึกษา ทฤษฎีทางการตลาด จึงเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นฐานที่ผู้บริหารหรือเจ้าของสินค้าและบริการ ควรศึกษา เพื่อนำมาออกแบบ จุดยืน ในใจของผู้บริโภค เพื่อช่วงชิง Share Mind และเข้าไปยึดครอง ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Marketing Models Chapter 3 Organization Buyer Behavior


Organization Buyer Behavior โดย นิวรรณ เตือนใจยา นักศึกษาปริญญาเอก DBA 6 Sripatum University เสนอ ผศ.ดร.วิชิต อู่อ้น

โดยสรุปผู้วิจัยสามารถสรุป ความหมายและความเป็นมา องค์ประกอบ ตัวชี้วัดและการประยุกต์ใช้ แนวคิด พฤติกรรมการซื้อระดับองค์กร ได้ดังนี้

การจัดซื้อสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเพื่อ ผลิตหรือส่งต่อบริการ แท้จริงแล้ว เราสามารถวางแผนกลยุทธ์ ได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ หากเราได้ศึกษา ทฤษฎี พฤติกรรมการซื้อระดับองค์กร หากเราเข้าใจในตัวธุรกิจ นโยบายขององค์กร ที่แท้จริงถึงการส่งมอบสินค้าหรือบริการตามที่องค์กรได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับลูกค้า และเข้าใจในระบบการวางแผนการใช้เงินอย่างคุ้มค่าและในเวลาที่ถูกต้องและสามารถควบคุมและดำเนินการให้เป็นไปตามระบบและเข้าใจในองค์ประกอบและปัจจัย จนนำไปสู่ การมีต้นทุนที่ต่ำลงแต่มีคุณภาพของสิ่งที่จัดซื้อและเหมาะสม และผลที่ได้รับคือ ยังคงสามารถส่งต่อ สินค้าและบริการไปยัง คู่ค้า หรือลูกค้าและนำไปสู่ความพึงพอใจและยอดขายแบบ เต็มประสิทธิภาพ การวางแผนโดย ยึดแนวคิดพฤติกรรมการซื้อระดับองค์กร Organization Buyer Behavior ก็จะใช้เป็นกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้ไม่เข้าไปสู่ความผิดพลาดได้อย่างแม่นยำและจะส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแนวคิดการดำเนินการด้านกลยุทธ์อีกด้วย

ประวัติความเป็นมา

Shethได้นำเสนอ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อขององค์การไว้ในปี1973 ว่ามีองค์ประกอบและเรื่องที่ต้องศึกษาเพื่อเข้าใจในพฤติกรรมการซื้อ  4 ส่วน ดังนี้ 

1)            ความคาดหวังของสมาชิกในดีเอ็มยู
2)            ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อขั้นตอนการซื้อ
3)            คุณลักษณะของขั้นตอนการตัดสินใจซื้อ
4)            ปัจจัยของสถานการณ์



   จากโมเดลดังกล่าวจึงอธิบายได้ว่ารูปแบบShethเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบโฮเวิร์ด-Sheth พฤติกรรมของผู้ซื้อไปปรับใช้กับกระบวนการพฤติกรรมพิเศษของผู้ซื้อในอุตสาหกรรมรูปแบบShethมีความสำคัญ
ทางด้านจิตใจและพฤติกรรมมุ่งเน้นไปที่รัฐจิตและกระบวนการตัดสินใจของผู้เข้าร่วมในแต่ละขั้นตอนการซื้อในแนวความคิดที่สำคัญในโมเดลนี้สรุปได้ชัดเจนในรูปเป็นความคาดหวังของผู้ซื้อรับรู้ทิศทางบทบาทวิถีชีวิตและความเสี่ยงที่รับรู้ตัวแปรขององค์กรได้สรุปไว้ในสามสร้างปฐมนิเทศขนาดและระดับของการรวมศูนย์อำนาจรูปแบบShethแสดงให้เห็นว่าความแตกต่างระหว่างความคาดหวังของผู้ซื้อที่เกิดจาก พื้นหลังของบุคคล แหล่งที่มาของข้อมูลของพวกเขาการค้นหาที่ใช้งาน บิดเบือนการรับรู้ ความพึงพอใจกับการซื้อที่ผ่านมา

มีงานวิจัยอีกเป็นจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญของการวิจัยดำเนินการในการจำลองModelที่จะเกิดประโยชน์ต่อ การศึกษาพฤติกรรมการจัดซื้อองค์กร และ พยายมหาคำอธิบายและศึกษา กรอบ และปัจจัยต่อจากSheth Model และต่อมาShethได้ค้นพบในงานวิจัยในปัจจุบัน(1996)ซึ่งเขาแบ่งออกเป็นประเภทของการตัดสินใจทำให้กระบวนการค้นหาข้อมูลการซื้อกรอบระดับและรูปแบบผู้ซื้อผู้ขายที่มีปฏิสัมพันธ์อธิบายสั้นๆของการวิจัยที่สำคัญในการขยายรูปแบบในโดเมนของกระบวนการตัดสินใจค้นหาข้อมูล, ซื้อกรอบระดับและรูปแบบการทำงานร่วมกันผู้ซื้อผู้ขาย (Sheth1996)

ความหมาย พฤติกรรมการซื้อตลาดองค์กร

ความหมายการจัดซื้อ

การบริหารจัดการแหล่งทรัพยากรภายนอกขององค์กร ซึ่งได้แก่ สินค้า งานบริการ ความสามารถ (Capabilities) และความรู้(Knowledge)ที่มีส่วนสำคัญในการดำเนินงาน ธำรงรักษาไว้ และบริหารจัดการกิจกรรมหลัก(Primary Activities) และกิจกรรมสนับสนุน (Support Activities) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยกิจกรรมของผู้จัดซื้อควรยึดหลัก 5 R’s พิจารณาเลือกสินค้าให้ได้คุณสมบัติที่ถูกต้อง Right Quality เลือกซื้อจากแหล่งที่ถูกต้อง Right Source ในราคาที่ถูกต้อง Right Price และตรงต่อความต้องการของลูกค้า Right What  โดยสามารถนำออกขายแล้วมีกำไร (ธัญพร วันหลัง 2550)

ความหมายการจัดซื้อขององค์การ
กระบวนการตัดสินใจขององค์การโดยการกำหนดความต้องการของสินค้าและบริการที่ต้องการซื้อและระบุประเมินเลือกตรายี่ห้อและผู้ขายรายต่างๆการซื้อขององค์การมีข้อที่ควรพิจารณาคือ(1) องค์การไม่ได้ซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภคหรืออรรถประโยชน์ส่วนบุคคลแต่ต้องการสินค้าและบริการเพื่อใช้ในการผลิตการขายต่อหรือการให้บริการต่อไป(2)บุคคลหลายคนเกี่ยวข้องกับการซื้อขององค์การ โดยเฉพาะรายการสินค้าที่สำคัญๆผู้ตัดสินใจโดยทั่วไปจะมีหน้าที่ความรับผิดชอบในองค์การและการตัดสินใจซื้อ(3) องค์การจะกำหนดนโยบาย เงื่อนไข และความต้องการเอาไว้ ซึ่งผู้ซื้อขายขององค์การจะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับสิ่งที่องค์การกำหนดเอาไว้และ(4)เงื่อนไขข้อเสนอและสัญญาซื้อขายจะต้องมีขึ้นในการซื้อขององค์การ (สาวแก้วตา ภูมิภาคิน 2552)

องค์ประกอบของการจัดซื้อ

1. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมคือแรงผลักดันเช่น คู่แข่ง และปัจจัยทางเศรษฐกิจแรงผลักดันทางการเมืองปัจจัยกฎหมายข้อบังคับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและปัจจัยสังคมวัฒนธรรมแรงผลักดันเหล่านี้สร้างความไม่แน่นอนอย่างมากให้แก่องค์การและความไม่แน่นอนสามารถทำให้บุคคลในศูนย์กลางการจัดซื้อเป็นกังวลเกี่ยวกับการซื้อบางประเภทการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยสิ่งแวดล้อมเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่องอาจก่อให้เกิดโอกาสหรืออุปสรรคในการซื้อครั้งใหม่ตัวอย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีสามารถทำให้การตัดสินใจซื้อทำได้ยากสำหรับสินค้า เช่น คอมพิวเตอร์

2. ปัจจัยด้านองค์การมีอิทธิพลต่อกระบวนการซื้อขององค์การเกี่ยวกับวัตถุประสงค์นโยบายการจัดซื้อ ทรัพยากร รวมถึงขนาดและองค์ประกอบของศูนย์กลางการจัดซื้อ องค์การอาจมีนโยบายการซื้อที่สมาชิกในศูนย์กลางการจัดซื้อจะต้องปฏิบัติตามเช่น บริษัทอาจมีนโยบายบังคับให้ทำสัญญาระยะยาว ซึ่งอาจยาวนานกว่าที่ผู้ขายทั้งหลายต้องการทรัพยากรทางการเงินของบริษัทอาจทำให้ต้องสร้างเงื่อนไขสินเชื่อพิเศษ ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้อาจมีผลกระทบต่อกระบวนการซื้อ

3. ปัจจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล คือ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในศูนย์กลางการจัดซื้อ การใช้อำนาจและระดับของความขัดแย้งระหว่างสมาชิกในศูนย์กลางการจัดซื้อมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อขององค์การ บุคคลบางคนในศูนย์กลางการจัดซื้ออาจเป็นนักสื่อสารที่ดีกว่าบุคคลอื่นจึงอาจชักจูงใจได้ดีกว่า บ่อยครั้งที่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงและบุคคลจะเก็บไว้ภายในใจ ทำให้นักการตลาดสามารถประเมินหรือเข้าถึงได้ยาก

4. ปัจจัยส่วนบุคคล คือ ลักษณะของบุคคลในศูนย์กลางการจัดซื้อ เช่น อายุ การศึกษารายได้ บุคลิก และตำแหน่งในองค์การตัวอย่างเช่นผู้จัดการอายุ55ปี ซึ่งทำงานในองค์การมากกว่า 25 ปี อาจมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของศูนย์กลางการจัดซื้อแตกต่างไปจากพนักงานบริษัทอายุ 30 ปี ที่ทำงานมาประมาณ2ปีปัจจัยเหล่านี้จะมีอิทธิพลมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสถานการณ์การซื้อประเภทของสินค้าที่ซื้อ และขึ้นอยู่กับประเภทของก เจรจาต่อรองของบุคคลจะแตกต่างกันไปในแต่ละองค์การ ดังนั้น เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนักการตลาดต้องรู้จักลูกค้าดีพอที่จะรู้ถึงปัจจัยส่วนบุคคลเหล่านี้และผลกระทบที่อาจมีต่อกระบวนการซื้อ(สาวแก้วตา ภูมิภาคิน 2552)

กระบวนในการซื้อ

โดยศึกษาความต้องการหาแหล่งซื้อและคัดเลือกผู้ส่งมอบเจรจาต่อรองราคาและกำหนดเงื่อนไขให้ตรงกับความต้องการรวมไปถึงติดตามการจัดส่งสินค้าเพื่อให้ได้รับสินค้าตรงเวลาและติดตามการชำระเงินค่าสินค้าด้วยซึ่งแท้ที่จริงแล้วการจัดซื้อ(Purchasing)การจัดการพัสดุ (Supply Management) และการจัดหา(Procurement)นั้น ถูกนำมาใช้แทนกันในการจัดหาให้ได้มาซึ่งพัสดุและงานบริการอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลภายในองค์กร 
ดังนั้นการจัดซื้อหรือการจัดการพัสดุไม่ใช่เป็นเพียงความเกี่ยวเนื่องในขั้นตอนมาตรฐานในกระบวนการจัดหาที่ประกอบด้วย
                            
                            (1) การรับรู้ความต้องการใช้สินค้า
                            (2) การแปรความต้องการใช้สินค้านั้นไปเป็นเงื่อนไขสำหรับการจัดหา
                            (3) การแสวงหาผู้ส่งมอบที่มีศักยภาพเพียงพอกับความต้องการ
                            (4) การเลือกแหล่งสินค้าที่เหมาะสม
                            (5) การจัดทำข้อตกลงตามใบสั่งซื้อหรือสัญญาซื้อขาย
                            (6) การส่งมอบสินค้าหรืองานบริการ
             (7) การชำระค่าสินค้าหรือบริการให้กับผู้ส่งมอบ 

ซึ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของการจัดซื้อยังอาจรวมไปถึงการรับมอบสินค้า(Receiving) การตรวจสอบสินค้า(Inspection)การจัดเก็บสินค้า(Storage)การขนย้ายสินค้า(Material Handling) การจัดตาราง(Scheduling) การจัดส่งทั้งขาเข้าและออก(Inbound and Outbound Traffic) และการทำลายทิ้ง (Disposal) แต่การจัดซื้อยังมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในโซ่อุปทาน(Supply Chain) อีกด้วยเช่นการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกค้าและลูกค้าของลูกค้ารวมไปถึงผู้ส่งมอบของผู้ส่งมอบซึ่งการขยายขอบเขตส่วนเกี่ยวข้องนี้รวมเรียกว่าการจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) โดยการจัดการโซ่อุปทานนี้จะมุ่งเน้นการลดต้นทุนและลดระยเวลาภายในโซ่อุปทานเพื่อให้ได้รับประโยชน์ไปถึงลูกค้าขั้นสุดท้ายของโซ่อุปทาน และด้วยแนวความคิดนี้เอง จึงทำให้การแข่งขันในระดับองค์กรถูกเปลี่ยนไปเป็นการแข่งขันในระดับโซ่อุปทานในอนาคต(Leenders,et al.2006)

ความสำคัญของการลดต้นทุนจากการจัดซื้อเป็นอีกกลยุทธ์ที่ผู้นำองค์กรต่างให้ความสำคัญ การปรับปรุงคุณภาพของโซ่อุปทาน การสรรหาแหล่งเทคโนโลยี และวิธีการเพื่อปรับปรุงระยะเวลาการทำงาน(Cycle Time)การให้ผู้ขาย(Supplier) เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตและการปรับปรุงกระบวนการให้กระชับขึ้น(Streamline Process)รวมไปถึงการให้ความสำคัญในการคัดสรรบุคลากรที่ทำหน้าที่จัดซื้อด้วย(Monczka,et al2002)

หลังจากนั้น ก็ได้มีการพัฒนาและได้วิเคราะห์สถานการณ์การซื้อสินค้าอุตสาหกรรมต่อจาก Sheth Model ที่ค้นพบไว้ในปี 1973โดย Mitchell ในปี 1998 ซึ่งพบว่าสถานการณ์ การซื้อสินค้าอุตสาหกรรม มี 3 แบบ ดังนี้

สถานการณ์ ที่ 1  การซื้อซ้ำแบบเดิม(Straight  Rebuy) เป็นสถานการณ์การซื้อที่ง่ายที่สุด เป็นวิธีการซื้อผลิตภัณฑ์เดิมด้วยวิธีเดิมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยทั่วไปเป็นการซื้อประจําของฝ่ายจัดซื้อ

สถานการณ์ ที่ 2   การซื้อซ้ำแบบปรับปรุง (The Modified Rebuy) เป็นวิธีการซื้อซ้ําโดยพยายามค้นหาคุณสมบัติใหม ราคา เงื่อนไข หรือผู้ขายรายใหม่ ที่ดีกว่าเดิม ในสถานการณ์นี้ต้องมีผู้ร่วมตัดสินใจมากกว่ากรณีแรก ผู้ขายเดิมจะกังวลและหาวิธีป้องกันยอดขายของตนให้ดีที่สุด ผู้ขายใหมจะต้องเสนอโอกาสต่าง ๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าบริษัทเดิมเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการขายให้ได้

สถานการณ์ ที่ 3 งานใหม่ (New Task)เป็นสถานการณ์ในการซื้อผลิตภัณฑ์ใหมสําหรับงานใหม่ของบริษัท บริษัทจะเผชิญกับต้นทุนหรือความเสี่ยงที่มากขึ้น จึงต้องมีจํานวนผูกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น และค้นหาข้อมูลสําหรับสถานการณ์ใหม่ เป็นโอกาสที่ํสำคัญสําหรับนักการตลาดต้องวางแผนเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ที่จะมีอิทธิพลต่อการซื้อการจัดหาข้อมูลและช่วยเหลือบริษัทแก้ปัญหาต่าง ๆ การใช้พนักงานที่มีความสามารถและชํานาญเพื่อเอาชนะคู่แข่งขันในสถานการณ์นี้ให้ได้(Mitchell1998) 

การประยุกต์ใช้


การศึกษาพฤติกรรมการซื้อระดับองค์กรนี้หากเราเข้าใจในตัวธุรกิจนโยบายขององค์กร ที่แท้จริงถึงการส่งมอบสินค้าหรือบริการตามที่องค์กรได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับลูกค้า และเข้าใจในระบบการวางแผนการใช้เงินอย่างคุ้มค่าและในเวลาที่ถูกต้อง และสามารถควบคุมและดำเนินการให้เป็นไปตามระบบและเข้าใจในองค์ประกอบและปัจจัย จนนำไปสู่ การมีต้นทุนที่ต่ำลงแต่มีคุณภาพของสิ่งที่จัดซื้อและเหมาะสม และผลที่ได้รับคือ ยังคงสามารถส่งต่อ สินค้าและบริการไปยัง คู่ค้า หรือลูกค้าและนำไปสู่ความพึงพอใจและยอดขาย แบบ เต็มประสิทธิภาพ  การ วางแผนโดย ยึดแนวคิดพฤติกรรมการซื้อระดับองค์กร Organization Buyer Behavior  โดยมีการประยุกต์เข้ากับแนวคิด ประสิทธิภาพ และยึดเป็นหลักในการกำหนดพฤติกรรมการจัดซื้อองค์กร ในการดำเนินการของ บริษัท/ องค์กร ด้วยการให้ ความสำคัญของการลดต้นทุนจากการจัดซื้อ  การปรับปรุงคุณภาพของโซ่อุปทาน การสรรหาแหล่งเทคโนโลยี และวิธีการเพื่อปรับปรุงระยะเวลาการทำงาน (Cycle Time) การให้ผู้ขาย (Supplier) เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต และการปรับปรุงกระบวนการให้กระชับขึ้น (Streamline Process) รวมไปถึงการให้ความสำคัญในการคัดสรรบุคลากรที่ทำหน้าที่จัดซื้อด้วย ก็จะเป็นกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้ไม่เข้าไปสู่ความผิดพลาดได้อย่างแม่นยำและจะส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ ให้กับแนวคิดการดำเนินการด้านกลยุทธ์อีกด้วย

ที่มา: http://www.jagsheth.com/buyer-behavior/behavioral-approaches-to-industrial-marketing-                  extant-and-emerging-research/
      http://www.udru.ac.th/website/attachments/elearning/07/11.pdf
      http://www.acrwebsite.org/search/view-conference-proceedings.aspx?Id=9608
       http://www.umsl.edu/~chewl/ppt3/BA%20303%20C3.ppt
      http://www.umsl.edu/~chewl/ppt3/BA%20303%20C3
        
สืบค้น : วันที่ 26 ตุลาคม 2557
               
ร้านเสริมสวยในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่. บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต. เชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่่. ปริญญาโท.

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

System Theory โดย นิวรรณ เตือนใจยา นักศึกษาปริญญาเอก DBA 6 Sripatum University เสนอ ผศ.วิชิต อู่อ้น



โดยสรุปผู้วิจัยสามารถสรุป ความหมายและความเป็นมา ของทฤษฎีระบบ ได้ดังนี้

ประวัติ
ทฤษฎีกระบวนระบบ (System Theory) เริ่มปรากฎขึ้นเมื่อประมาณ ค.ศ. 1920 โดยผู้ที่เริ่มพูดถึงแนวคิดนี้เป็นคนแรก คือ Bertalanfy  และ Bronding นักชีววิทยา ชาวออสเตรีย ต่อมาแนวคิดนี้เริ่มเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายเมื่อทศวรรษ 1940 และ พัฒนาไปสู่สาขาอื่น ๆ เช่น ฟิสิกส์ Cybernetic (เช่นงานของ Frederic Vester) โดยในช่วงหลังแนวคิดนี้ได้พัฒนาไปเป็น Complexity Theory และบางส่วนก็พัฒนำปเป็นทฤษฎีไร้ระเบียบหรือ Chaos Theory นั่นเอง
ทฤษฎีนี้ได้เข้ามามีบทบาทในการศึกษาทางสายสังคมศาสตร์ด้วยเช่นกัน อาทิ Claud Levin และทฤษฎีที่ได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก System Theory ก็คือแนวพวก Radical Constructivism ที่เชื่อว่าโลกหรือการรับรู้ของเรานั้น เกิดจากสิ่งที่สมองของเราสร้างขึ้นทั้งสิ้นด้วยเหตุนี้ System Theory จึงมีลักษณะเป็นสหวิชาการ (Interdisciplinary) เนื่องจากสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลาย ๆ สาขาวิชา โดยจุดสำคัญ ของ System Theory อยู่ที่การมองแบบไม่แยกส่วนหรือการมองว่าทุกอย่างสัมพันธ์กัน หรือส่วนย่อยสัมพันธ์ กันส่วนใหญ่

ทฤษฎี (Theory) มีรากศัพท์มาจาก Theory (ละคร) เป็นการสะท้อนภาพของมนุษย์ เป็นภาพจำลองของชีวิต ภาพสะท้อนของสังคม มนุษย์มักจะคิดว่า ทฤษฎีเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว สามารถปฏิบัติตามได้ แต่ในความเป็นจริง ทฤษฎี คือ กรอบความคิดที่สร้างขึ้นมาเพื่อเข้าใจความจริงบางอย่าง รู้บางส่วน รู้โดยประมาณ ซึ่งกรอบความคิดนี้ จะช่วยทำให้เข้าใจความเป็นจริงมากขึ้น

ระบบ (System)หมายถึง การนำปัจจัยต่างๆ อันได้แก่ คน  (People) ทรัพยากร (Resource) แนวคิด (Concept) และกระบวนการ (Process) มาผสมผสานการทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ได้วางแผนไว้ โดยภายในระบบอาจประกอบไปด้วยระบบย่อย (Subsystem) ต่างๆ ที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน
ความหมาย
ทฤษฎี ระบบ หมายถึง ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ที่มีเหตุมีผลต่อกัน เกิดจากสิ่ง องค์ประกอบต่างๆที่มีความหมายต่อกัน มีความสัมพันธ์กัน และขึ้นต่อกัน โดยองค์ประกอบต่างๆ ร่วมกันทำงานเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย
ประเภทของระบบ

โดยทั่วไประบบ จำแนกออกได้เป็น 2 ประเภท

ระบบปิด (Closed System) คือ ระบบที่มีความสมบูรณ์ภายในตัวเอง สามารถควบคุมจากปัจจัยรบกวนต่างๆ สามารถcontrol ได้ไม่ผันแปรตามปัจจัยอื่น
ระบบเปิด (Open System) คือ ระบบที่ สามารถผันแปร ตามปัจจัย  ต่างๆเราไม่อาจจะควบคุมได้ และระบบเปิดนี้ยังสามารถแลกประโยชน์กับระบบเปิดด้วยกัน เพื่อ เกิดความสมดุลใหม่ๆอีกด้วย

องค์ประกอบของระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบใดก็ตาม จะประกอบด้วย 3 ส่วนคือ
 1. Input     สิ่งที่ป้อนเข้าไป หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการ อาทิ เช่น ข้อมูล
 2. Process  กระบวนการหรือการดำเนินงาน หมายถึง การนำเอาสิ่งที่ป้อนเข้าไป มาจัดกระทำให้เกิดผล
     บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ   
3. Output  ผลผลิต หรือการประเมินผล หมายถึง ผลที่ได้จากการกระทำในขบวนการดำเนินการ

ขั้นตอนของการวิเคราะห์ระบบ
1. ปัญหา (Identify Problem)
2.จุดมุ่งหมาย (Objectives)
3. ศึกษาข้อจำกัดต่าง ๆ (Constraints)
4. ทางเลือก (Alternatives)
5. การพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม (Selection)
6. การทดลองปฏิบัติ (Implementation)
7. การประเมินผล (Evaluation)
8. การปรับปรุงแก้ไข (Modification)

การประยุกต์ใช้ ทฤษฎีระบบ

หากกล่าวโดยสรุปแล้ว System Theory จึงเป็นการมองความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ แบบองค์รวม โดยเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่ง ของระบบที่ใหญ่ขึ้นไป ขณะเดียวกันตัวมันเองก็เป็นระบบที่สามารถแยกย่อยลงไปเป็นระบบเล็ก ๆ มากมายหลายระดับได้ ด้วยเหตุนี้ System Theory จึงมีความหมายต่อระบบการจัดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและองค์ความรู้
มาก เมื่อนำ System Theory มาประยุกต์ใช้กับการแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ผ่านแนวคิดทฤษฎีระบบ เราต้องวิเคราะห์ และนิยามปัญหานั้นก่อนว่าประกอบด้วยปัจจัย อะไรบ้าง และ  นำข้อมูล เหล่านั้น มาวางแผน ในขบวนการจัดการ เพื่อที่จะส่งผลต่อผลลัพท์ที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น 
การคิดแบบเป็นระบบ ทุกอย่างบนโลกใบนี้ มีเหตุมีผล มีที่มาและที่ไป บางอย่างมีความสัมพันธ์กัน แต่ความสัมพันธ์นั้น จะเกิดเป็นผลอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับขบวนการ ที่เราวางแผนไว้ และผลที่เกิดขึ้น อาจถูกปัจจัยทางสภาวะแวดล้อม ทำให้ เกิดความเปลี่ยนแปลงและอาจได้สมดุลย์ใหม่ๆเกิดขึ้นอีกด้วย 

สืบค้นวันที่ 26 ตุลาคม 2557