วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

System Theory โดย นิวรรณ เตือนใจยา นักศึกษาปริญญาเอก DBA 6 Sripatum University เสนอ ผศ.วิชิต อู่อ้น



โดยสรุปผู้วิจัยสามารถสรุป ความหมายและความเป็นมา ของทฤษฎีระบบ ได้ดังนี้

ประวัติ
ทฤษฎีกระบวนระบบ (System Theory) เริ่มปรากฎขึ้นเมื่อประมาณ ค.ศ. 1920 โดยผู้ที่เริ่มพูดถึงแนวคิดนี้เป็นคนแรก คือ Bertalanfy  และ Bronding นักชีววิทยา ชาวออสเตรีย ต่อมาแนวคิดนี้เริ่มเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายเมื่อทศวรรษ 1940 และ พัฒนาไปสู่สาขาอื่น ๆ เช่น ฟิสิกส์ Cybernetic (เช่นงานของ Frederic Vester) โดยในช่วงหลังแนวคิดนี้ได้พัฒนาไปเป็น Complexity Theory และบางส่วนก็พัฒนำปเป็นทฤษฎีไร้ระเบียบหรือ Chaos Theory นั่นเอง
ทฤษฎีนี้ได้เข้ามามีบทบาทในการศึกษาทางสายสังคมศาสตร์ด้วยเช่นกัน อาทิ Claud Levin และทฤษฎีที่ได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก System Theory ก็คือแนวพวก Radical Constructivism ที่เชื่อว่าโลกหรือการรับรู้ของเรานั้น เกิดจากสิ่งที่สมองของเราสร้างขึ้นทั้งสิ้นด้วยเหตุนี้ System Theory จึงมีลักษณะเป็นสหวิชาการ (Interdisciplinary) เนื่องจากสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลาย ๆ สาขาวิชา โดยจุดสำคัญ ของ System Theory อยู่ที่การมองแบบไม่แยกส่วนหรือการมองว่าทุกอย่างสัมพันธ์กัน หรือส่วนย่อยสัมพันธ์ กันส่วนใหญ่

ทฤษฎี (Theory) มีรากศัพท์มาจาก Theory (ละคร) เป็นการสะท้อนภาพของมนุษย์ เป็นภาพจำลองของชีวิต ภาพสะท้อนของสังคม มนุษย์มักจะคิดว่า ทฤษฎีเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว สามารถปฏิบัติตามได้ แต่ในความเป็นจริง ทฤษฎี คือ กรอบความคิดที่สร้างขึ้นมาเพื่อเข้าใจความจริงบางอย่าง รู้บางส่วน รู้โดยประมาณ ซึ่งกรอบความคิดนี้ จะช่วยทำให้เข้าใจความเป็นจริงมากขึ้น

ระบบ (System)หมายถึง การนำปัจจัยต่างๆ อันได้แก่ คน  (People) ทรัพยากร (Resource) แนวคิด (Concept) และกระบวนการ (Process) มาผสมผสานการทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ได้วางแผนไว้ โดยภายในระบบอาจประกอบไปด้วยระบบย่อย (Subsystem) ต่างๆ ที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน
ความหมาย
ทฤษฎี ระบบ หมายถึง ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ที่มีเหตุมีผลต่อกัน เกิดจากสิ่ง องค์ประกอบต่างๆที่มีความหมายต่อกัน มีความสัมพันธ์กัน และขึ้นต่อกัน โดยองค์ประกอบต่างๆ ร่วมกันทำงานเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย
ประเภทของระบบ

โดยทั่วไประบบ จำแนกออกได้เป็น 2 ประเภท

ระบบปิด (Closed System) คือ ระบบที่มีความสมบูรณ์ภายในตัวเอง สามารถควบคุมจากปัจจัยรบกวนต่างๆ สามารถcontrol ได้ไม่ผันแปรตามปัจจัยอื่น
ระบบเปิด (Open System) คือ ระบบที่ สามารถผันแปร ตามปัจจัย  ต่างๆเราไม่อาจจะควบคุมได้ และระบบเปิดนี้ยังสามารถแลกประโยชน์กับระบบเปิดด้วยกัน เพื่อ เกิดความสมดุลใหม่ๆอีกด้วย

องค์ประกอบของระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบใดก็ตาม จะประกอบด้วย 3 ส่วนคือ
 1. Input     สิ่งที่ป้อนเข้าไป หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการ อาทิ เช่น ข้อมูล
 2. Process  กระบวนการหรือการดำเนินงาน หมายถึง การนำเอาสิ่งที่ป้อนเข้าไป มาจัดกระทำให้เกิดผล
     บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ   
3. Output  ผลผลิต หรือการประเมินผล หมายถึง ผลที่ได้จากการกระทำในขบวนการดำเนินการ

ขั้นตอนของการวิเคราะห์ระบบ
1. ปัญหา (Identify Problem)
2.จุดมุ่งหมาย (Objectives)
3. ศึกษาข้อจำกัดต่าง ๆ (Constraints)
4. ทางเลือก (Alternatives)
5. การพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม (Selection)
6. การทดลองปฏิบัติ (Implementation)
7. การประเมินผล (Evaluation)
8. การปรับปรุงแก้ไข (Modification)

การประยุกต์ใช้ ทฤษฎีระบบ

หากกล่าวโดยสรุปแล้ว System Theory จึงเป็นการมองความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ แบบองค์รวม โดยเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่ง ของระบบที่ใหญ่ขึ้นไป ขณะเดียวกันตัวมันเองก็เป็นระบบที่สามารถแยกย่อยลงไปเป็นระบบเล็ก ๆ มากมายหลายระดับได้ ด้วยเหตุนี้ System Theory จึงมีความหมายต่อระบบการจัดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและองค์ความรู้
มาก เมื่อนำ System Theory มาประยุกต์ใช้กับการแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ผ่านแนวคิดทฤษฎีระบบ เราต้องวิเคราะห์ และนิยามปัญหานั้นก่อนว่าประกอบด้วยปัจจัย อะไรบ้าง และ  นำข้อมูล เหล่านั้น มาวางแผน ในขบวนการจัดการ เพื่อที่จะส่งผลต่อผลลัพท์ที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น 
การคิดแบบเป็นระบบ ทุกอย่างบนโลกใบนี้ มีเหตุมีผล มีที่มาและที่ไป บางอย่างมีความสัมพันธ์กัน แต่ความสัมพันธ์นั้น จะเกิดเป็นผลอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับขบวนการ ที่เราวางแผนไว้ และผลที่เกิดขึ้น อาจถูกปัจจัยทางสภาวะแวดล้อม ทำให้ เกิดความเปลี่ยนแปลงและอาจได้สมดุลย์ใหม่ๆเกิดขึ้นอีกด้วย 

สืบค้นวันที่ 26 ตุลาคม 2557



วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

กลยุทธ์การสร้างภาพลักษณ์ให้กับตราสินค้า ตามกระแส CSR & CSV


Corporate Social Responsibility CSR

หมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร ซึ่งคือการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี โดยรับผิดชอบสังคมและสิ่งเเวดล้อมทั้งในระดับไกลและใกล้ อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน"
ในยุคของการแข่งขันที่นักการตลากต้องเข้าไปให้ถึงจิตวิญญาณของผู้บริโภค การทำกิจกรรมที่สอดคล้องและยึดกรอบแนวคิดของการทำ CSR น่าจะกลายเป็นเทรนด์ ที่นักการตลาดและนักโฆษณา ต่างก็คิดและพํฒนา เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าและใช้ยืนร่วมกันในจุดที่ปลอดภัยและ Branding ถูกมองว่า "เป็นคนดี" อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่สามารถคิดค้นเพียง1 ครั้ง

แต่ใช้สื่อสารกับลูกค้าได้ตลอดไป หากมีใครตั้งคำถามว่า หากเราต้องการภาพลักษณ์ที่ดีแบบยั่งยืนที่มาพร้อมผลกำไร ฟังดูอาจโลภเกินไป แต่หลักการ การทำ CSR ที่ถูกต้องนั่นสามารถทำได้ โดยคุณต้องวางแผนให้ขบวนการทั้งหมดสะท้อนกลับไปหา BRAND และคุณต้องเข้าใจในหลักการและแนวคิดโดยแท้จริงและค้นหากลยุทธ์ที่สอดคล้องไปกับคำมั่นสัญญาที่ Brand ได้เคยให้ไว้กับลูกค้า

ความสำคัญของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ
หากพิจารณาแยกเป็นรายคำศัพท์ คำว่า Corporate มุ่งหมายถึงกิจการที่ดำเนินไปเพื่อ
แสวงหาผลกำไร ส่วนคำว่า Social ในที่นี้ มุ่งหมายถึงกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์ กัน หรือมีวิธีร่วมกัน
ทั้งโดยธรรมชาติหรือโดยเจตนารวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นและสิ่งแวดล้อม ที่อยู่ร่ายร้อมประกอบ
และคำว่า  Responsibility มุ่งหมายถึงการยอมรับทั้งผลที่ไม่ดีและผลที่ดีในกิจการที่ได้ทำลงไปหรือ
ที่อยู่ในความดูแลของกิจการนั้น ๆ ตลอดจนการรับภาระหรือเป็นธุระดำเนินการป้องกัน
และปรับปรุงแก้ไขผลที่ไม่ดีรวมถึงการสร้างสรรค์และบำรุงรักษาผลที่ดีซึ่งส่งกระทบไปยังผู้มีส่วน

ประเภทของ CSR

In process หมายถึง กิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสิ่งแวดล้อม
ขององค์กร เช่น การดูแลสวัสดิการพนักงาน, การผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม, ความรับผิดชอบต่อลูกค้า
After process หมายถึง กิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เกี่ยว
กับการดำเนินงานขององค์กรโดยตรง เช่น การปลูกป่า, การบริจาคทุนการศึกษา,การรณรงค์สร้างจิตสำนึก,
การช่วยเหลือผู้ประสบภัย
As Process หมายถึง องค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยไม่มุ่งหวังผลกำไร
 เช่น มูลนิธิ หรือ สมาคมการกุศลต่างๆ

หลักการและแนวคิดของ CSR

 1. การกำกับดูเเลกิจการที่ดี
 2. การประกอบธุรกิจด้วยความเป็นธรรม
 3. การเคารพสิทธิและการปฎิบัติต่อเเรงงานอย่างเป็นธรรม
 4. ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค
 5. การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม
 6. การดูเเลรักษาสิ่งเเวดล้อม
 7. การเผยเเพร่นวัตกรรมจากการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม
 8. การจัดทำรายงานด้านสังคมและสิ่งเเวดล้อม

คอตเลอร์และลีได้กำหนดรูปแบบของการดำ เนินกิจกรรม CSR เรียกว่า CSI: corporate
Social Initiatives โดยให้ความหมายไว้ว่า CSI เป็นกิจกรรมหลักที่ดำเนินโดยบริษัท เพื่อสนับสนุนประเด็นทางสังคม
โดย สามารถ แบ่งแยกไว้  6 ประเภท ดังนี้
   
       1.การสนับสนุนโครงการที่ทำให้บุคคลมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม
        (Corporate Social Marketing: CSM)
       2. การเป็นผู้สนับสนุนในการโปรโมทกิจกรรมเพื่อสังคมหรือตัวองค์กร
       (Cause Promotion/ Cause Marketing)
       3.การบริจาคเงินจากส่วนแบ่งการขายสินค้าหรือบริการภายในช่วงเวลาที่กำหนดให้กับองค์กรทาง
         สังคม (Cause Related Marketing)
       4.การบริจาคเงินให้กับมูลนิธิหรือองค์กรสาธารณกุศล (Corporate Philanthropy)
       5.การสนับสนุนให้ พนักงานของบริษัท เป็นอาสาสาสมัครเพื่อร่วมกิจกรรมทางสังคมกับ
        ชุมชน (Community Volunteering)
       6. การลงทุนหรือการเปลี่ยนแปลงการดําเนินงานของบริษัท(Socially Responsible Business Practices)
         เช่น การใช้วัสดุรีไซเคิลหรือลดการใช้ บรรจุภัณฑ์ เพื่อแสดงออกถึงการทาธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

และไม่ว่าคุณจะเลือกรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ว่า จะผ่านประเด็นใดก็ตามที่กล่าวไว้สิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงและให้ความสัมพันธ์คือ

Stake Holders ทั้ง 3 ระยะ อันประกอบด้วย องค์กร สังคมใกล้ และสังคมไกล การคิดริเริ่ม การวางกิจกรรม การสื่อสาร ที่ต้องกระทบและต้องมีความสัมพันธ์กัน และที่สำคัญที่สุดคือ  ธุรกิจ และตราสินค้า ต้องมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน สามารถ กระทบหากันได้ทันที เมื่อผู้บริโภค รับรู้ถึงกิจกรรมนั้น และสามารถ ตระหนักรู้ได้ว่า กิจกรรมดังกล่าว เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของ Brand นั้น   และในปัจจุบัน นักวิชาการและนักการตลาดที่มีชื่อชื่อเสียงต่างก็ออกมาให้กรอบแนวคิดที่พํฒนาจากคำว่า CSR ให้กล่าวเข้าสู่ CSV : Creating Shared Value ที่เน้น มูลค่าที่ใช้ร่วมกัน ไม่ได้เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมหรือความใจบุฐศุลทานหรือแม้แต่การพัฒนาแบบ  ยั่งยืน แต่เป็น วิธีการใหม่เพื่อให้บรรลุความสำเร็จทางเศรษฐกิจ หลักการของ creating shared value (CSV)  ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและยังสร้างมูลค่าให้กับสังคมโดยการเข้าถึงความต้องการของสังคม การสร้างมูลค่าให้กับสังคม ยังสามารถกำหนดเป็นนโยบายและการปฏิบัติดำเนินงาน ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ในขณะเดียวกันก็สร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนได้ด้วย creating shared value (CSV)  มุ่งเน้นไปที่การสนใจและการขยายการเชื่อมต่อระหว่างสังคมและเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า  ผู้เขียนกล่าวว่าการสร้างมูลค่าที่ใช้ร่วมกัน (CSV) ควรจะใช้แทนความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เป็นตัวชี้นำบริษัท ทั้งหลาย ที่จะ ทำการลงทุนในชุมชนนั้นๆโปรแกรมความรับผิดชอบต่อสังคม  (CSR) ให้ความสนใจในชื่อเสียงองค์กร และมีข้อจำกัดในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับธุรกิจ ซึ่งยากที่จะปรับและรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว ระหว่างกันในทางตรงกันข้าม CSV  ป็นส่วนสำคัญในการทำกำไรและสร้างตำแหน่งทางการแข่งขันของ บริษัท พอร์เตอร์เป็นคนบัญญัติศัพท์คำว่า "ความรับผิดชอบต่อสังคมเชิงกลยุทธ์ "และกำหนดว่ามันเป็นมากกว่าแค่การเป็นพลเมืองที่ดี (ไมเคิล อี พอร์เตอร์) ไม่ว่าคุณจะเลือกและสื่อสารอย่างไรกับลูกค้าของคุณ ก็จงอย่าลืม กฎเหล็ก ที่ว่า Branding เกิดจาก ผู้บริโภคที่สะสมประสบการณ์ ที่คุณส่งมอบให้ นะคะ